วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แบบฝึกหัดในห้อง 05/02/58

บริการบนอินเตอร์เน็ตมีอะไรบ้าง จงอธิบาย

1. จดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Mail หรือ E-mail)
          เป็นบริการที่รับส่งข้อความเพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์กับบุคคลอื่นๆ
การใช้งานอีเมล สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ
1.
Corporate e-mail คือ อีเมล ที่หน่วยงานต่างๆสร้างขึ้นให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น เช่น burasakorn@rmutt.ac.th คือ e-mail ของอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นต้น
2.
Free e-mail คือ อีเมล ที่สามารถสมัครได้ฟรีตาม web mail ต่างๆ เช่น Hotmail, Yahoo Mail, Thai Mail และ Chaiyo Mail


                                   2. ระบบลิสต์เซิร์ฟ (listserv: List Server)

                       3. บริการเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ระยะไกล (Remote Login, Telnet)
n บริการนี้อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปทำงานต่างๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่ว่าเครื่องนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลก็ตาม
n โปรแกรม telnet สำหรับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการวินโดว์ เช่น  โปรแกรม QvtNet, โปรแกรม HyperTerminal 


                                            4. บริการโอนย้ายข้อมูล (FTP)
n FTP คือ การรับ - ส่งแฟ้มไปยังเครื่องที่ให้บริการ
n ปัจจุบันมีโปรแกรม WS_FTP (http://www.ipswitch.com) หรือ CUTE_FTP (http://www.globalscape.com)
n ที่ทำให้ส่งแฟ้มหลายแฟ้มไปยังเครื่องบริการได้สะดวก ต่างกับการ Upload หรือ Download แฟ้มที่จำกัดจำนวนแฟ้มในการส่งต่อครั้ง ผ่าน Browser เหมือนบริการของ thai.net หรือ geocities.com แม้ไม่มีโปรแกรม WS_FTP หรือ CUTE_FTP แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง TCP/IP จะมีโปรแกรม c:\windows\ftp.exe ติดมาด้วย ทำให้สามารถ Download หรือ Upload ในแบบ Text mode ซึ่งมีฟังก์ชันที่จำเป็นครบ การใช้ FTP ได้ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริการของเครื่องบริการที่เปิดให้บริการ Web hosting และเปิดให้ใช้ FTP

5. บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น (Usenet News)
n Usenet News เป็นบริการซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปิดเวทีสาธารณะให้ผู้คนทั่วโลก มาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
n กลุ่มหัวข้อใน Usenet News เหล่านี้จะเรียกว่า Newsgroup  ซึ่งมีการจัดแบ่งเป็นกลุ่มหัวข้อต่างๆ พร้อมทั้งยังมีกลุ่มหัวข้อย่อยไว้มากมายนับพันๆ กลุ่ม
n Usenet News มีหลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม rn, tin และ rtin และมีใช้บริการในเครือข่าย WWW เพื่อใช้บริการ Usenet News ผ่านทาง Web Browser ได้

6. การสนทนาออนไลน์ ( ICQ )
n บริการที่ผู้ใช้สามารถสื่อสารกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นๆ ได้ ซึ่งจะมีลักษณะของการสนทนาโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด
n  ลักษณะของการคุยโต้ตอบกันทำได้โดยการพิมพ์ข้อความโต้ตอบกัน หรือการใช้เสียงเพื่อสนทนา
n ในลักษณะนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับผู้อื่นที่กำลังเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกล
n โปรแกรมสนทนาที่นิยมใช้ เช่น Internet Phone, ICQ, MSN Messenger Service, Microsoft NetMeeting

7. เวิลด์ไวด์เวบ (World Wide Web)
          เครือข่ายใยแมงมุมเป็นการเข้าสู่ระบบข้อมูลอย่างข้อมูลในรูปของ Interactive Multimedia คือ มีทั้งรูปภาพ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโอ อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้ยังใช้ระบบที่เรียกว่า hypertext กล่าวคือ จะมีคำสำคัญหรือรูปภาพในข้อมูลนั้นที่จะช่วยให้ท่าน เข้าสู่รายละเอียดที่ลึกและกว้างขวางยิ่งขึ้น คำสำคัญดังกล่าวจะเป็นคำที่เป็นตัวหนา หรือขีดเส้นใต้ เพียง แต่ท่านเลือกกด ที่คำ ที่เป็นตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ นั้น ๆ ท่านก็สามารถเข้าสู่ข้อมูลเพิ่มเติมได้ (ข้อมูลเหล่านี้จะมีผู้สร้างขึ้นมาและเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ ทั่วโลก)
n บริการที่ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุดของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน
n เวบเป็นบริการที่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและสะดวก ด้วยลักษณะของการแสดงผลในรูปแบบของ Hypertext
n ข้อมูลที่นำเสนอในเวบประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
       ส่วนที่เป็นข้อมูล     และส่วนที่เป็นตัวเชื่อมหรือลิงค์ (Link)
n เว็บใช้สถาปัตยกรรมเครือข่ายในรูปแบบของ Client/Server
n บริการใน Internet ที่นำเสนอข้อมูลคล้ายหน้ากระดาษ
n สามารถค้นหาข้อมูลได้ เรียกว่า Web page
n โดยมีหน้าแรกเรียกว่า Home page
n Web page แต่ละหน้าสามารถเชื่อมโยงหากันได้เรียกว่า Link

                                       8. เครื่องมือค้นหาข้อมูล (Search Engine) 
n Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่มีเครื่องมือในการที่จะค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ มาเก็บไว้ในฐานข้อมูลของ ตัวเองโดยอัตโนมัติ เช่น Google.com หรือ Altavista.com ซึ่งเครื่องมือนี้ มีชื่อเรียกว่า Search Robot จะทำหน้าที่คอยวิ่งเข้าไปอ่านข้อความจากหน้าเว็บไซต์ ของเว็บต่าง ๆ แล้วนำมาจัดลำดับคำค้นหา (Index) ที่มีในเว็บไซต์เหล่านั้น เก็บไว้ในฐานข้อมูลของตนเอง เมื่อเราเข้าไปใช้บริการ กับ Search Engine


เราสามารถประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ตกับงานใดได้บ้าง จงอธิบาย

1. ด้านการศึกษา
n อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปค้นหาและดึงข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็ว
n ระบบการจัดการเรียนการสอนทางไกลโดยใช้อินเทอร์เน็ต
n การเรียนการสอนผ่านเวบ หรือ E-Learning
n  ห้องสมุดดิจิตอล (Digital Library) ได้แก่ SchoolNet ซึ่ง NECTEC พัฒนาขึ้น

2. ธุรกิจการค้า
n E-Commerce /การซื้อขายสินค้าบริการต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
n การให้บริการแก่ลูกค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต

3. การเงินการธนาคาร
n ธนาคารบนอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) หรือ Electronic Banking หรือ E-Banking  คือ ธนาคารที่ให้บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
n ระบบชำระเงินค่าสินค้าและบริการแบบออนไลน์ ซึ่งองค์กรกลางที่น่าเชื่อถือ อันได้แก่ธนาคาร เข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการชำระเงินแบบออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
4. ความบันเทิง

n การอ่านข่าวสารจากวารสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ จากเว็บไซต์
n ตัวอย่างภาพยนตร์ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง
n ฟังเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต
n การค้นหาข้อมูลเพื่อใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการต่างๆ
n การสนทนาพูดคุยระหว่างผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต
n การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางเวบบอร์ดต่างๆ

        

รู้จักเมืองหลวงของประเทศอาเซียนหมดแล้วหรือยัง ?

นางสาวฐิติกาญจน์ ชัยนันทนาพร รหัส 115710507277-8 ศธ.4/57 Sec A กลุ่ม 36

10 เมืองหลวงของประเทศอาเซียน


          
          นับถอยหลังใน พ.ศ. 2558 10 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ก็จะมีการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน  หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง ความก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเพื่อการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสู่ประชาคมอาเซียน เราคนคนไทยที่เป็นหนึ่งในประชาชนประชาคมอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ และรู้จักกับประเทศสมาชิก ทั้งภาษา ประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ  เพื่อสร้างความเข้าใจและง่ายในการปรับตัวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่ง วันนี้กระปุกดอทคอม ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหลวงของ 10 ประเทศสมาชิกมาให้รู้จักกัน  ว่าแล้วก็ตามไปทำความรู้จักกันเลยค่ะ

1. บรูไน



          
          บันดาร์ เสรี เบกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไน ก่อตั้งเมื่อคริสตศตวรรษที่ 8 (พุทธศตวรรษที่ 13) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำบรูไน มีพื้นที่ 1,395 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 1.4 แสนคน โดยมีชาวบรูไนกับมาเลย์เป็นประชากรหลัก และมีชาวจีนอาศัยเป็นชนกลุ่มน้อย
          
          ด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองบันดาร์ เสรี เบกาวัน มีมากมายหลายแนว แยกเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาก็ต้องไปที่ มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน ซึ่งเป็นมัสยิดทองคำสไตล์อิตาลี หรือถ้าหากต้องการชมวิถีชีวิตคนที่นี่ ก็ต้องไปที่ หมู่บ้านริมน้ำ Kampong Ayer ติดแม่น้ำบรูไน ยาวกว่า 8 กิโลเมตร ที่แห่งนี้นับว่าถูกบรรจุเป็นมรดกโลก มีผู้อาศัยกว่า 3 หมื่นครัวเรือน และอายุมากกว่า 1 พันปีแล้ว

2. กัมพูชา


          
          พนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง มีพื้นที่ 678 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 2,250,000 ล้านคน นับว่ามากที่สุดในกัมพูชา และเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศอีกด้วย
          
          สำหรับประวัติกรุงพนมเปญ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1372 (พ.ศ. 1915) และเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา ก่อนที่จะย้ายเมืองไปย้ายเมืองมา เนื่องจากถูกรุกรานจากอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาและเวียดนามสลับกันโจมตี กระทั่งกัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทำให้ ค.ศ. 1865(พ.ศ. 2408) ในยุคของพระเจ้านโรดมที่ 1 กรุงพนมเปญจึงถูกตั้งเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง


3. อินโดนีเซีย



         จาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะชวา ติดทะเลชวา มีเนื้อที่ 740 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน และเป็นที่ตั้งของสำนักงานอาเซียนด้วย
           
          สำหรับกรุงจาการ์ตา ก่อตั้งตั้งแต่ ค.ศ. 397 (พ.ศ. 940) และเป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซียมาอย่างยาวนานตั้งแต่ก่อนเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์จนถึงปัจจุบัน           สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของกรุงจาการ์ตา ได้แก่ อนุเสาวรีย์ประจำชาติอินโดนีเซีย (โมนาส) ซึ่งถือว่าเป็นอนุเสาวรีย์ที่สร้างโดยมีส่วนประกอบของทองคำ ในยุคของประธานาธิบดีซูการ์โน ผู้ประกาศเอกราชให้อินโดนีเซียปลดแอกจากเนเธอร์แลนด์ได้



4. ลาว


          
          กรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย มีเนื้อที่ 3,920 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 7 แสนคน นับว่ามากที่สุดในประเทศ

          เดิมนั้นลาวมีเมืองหลวงคือ หลวงพระบาง ทว่าในช่วง ค.ศ. 1563 (พ.ศ. 2106) เป็นต้นมา พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง ก็ได้ตั้งเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงแทน เพื่อหลีกหนีการรุกรานของพระเจ้าบุเรงนองแห่งอาณาจักรหงสาวดี

          สำหรับสถานที่สำคัญของกรุงเวียงจันทน์ มีอยู่ 2 สถานที่ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองด้วย ได้แก่ หอพระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่ในการเก็บพระแก้วของลาว กับวัดพระธาตุหลวง เป็นวัดที่เป็นสัญลักษณ์ของลาว และสร้างพระธาตุหลวงด้วยทองคำ


5. มาเลเซีย


          
         กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย ก่อตั้งประมาณ ค.ศ. 1850 (พ.ศ. 2393) มีเนื้อที่ประมาณ 243 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 1.6 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีประชากรมากสุดของประเทศ เมื่อมองทางด้านเชื้อชาติของผู้อาศัยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ พบว่า เป็นชาวมาเลย์และชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ชาวอินเดียมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
           
          สำหรับสัญลักษณ์ยุคใหม่ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก คงหนีไม่พ้นตึกแฝดเปโตรนาสอย่างแน่นอน        

6. พม่า



           กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่า ซึ่งย้ายมาจากกรุงย่างกุ้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 มีเนื้อที่ประมาณ 7,024 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 9 แสนคน และเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวได้ในปีนี้ (พ.ศ. 2555) เอง

          สำหรับการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเนปิดอว์ ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด แต่เท่าที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ อาจจะเป็นเพราะต้องการตั้งเมืองหลวงในใจกลางประเทศ เพื่อยุทธศาสตร์ทางการทหาร ต่างจากย่างกุ้งที่อยู่ใกล้ทะเลมากเกินไป หรือไม่ก็ต้องการฟื้นฟูธรรมเนียมดั้งเดิม เมื่อมีการเปลี่ยนราชวงศ์ก็ต้องย้ายเมืองหลวง

          เนปิดอว์ แม้ว่าจะเป็นเมืองที่สร้างใหม่ แต่ก็มีสถานที่ที่น่าสนใจ อาทิ อนุเสาวรีย์ 3 กษัตริย์พม่าได้แก่ พระเจ้าอโนรธา แห่งเมืองพุกาม พระเจ้าบุเรงนอง แห่งเมืองหงสาวดี และพระเจ้าอลองพญาแห่งชเวโบ กลางเมืองเนปิดอว์ นอกจากนี้ ยังจำลองเจดีย์ชเวดากองในเมืองอีกด้วย ชื่อว่า มหาเจดีย์อุปปตศานติ

7. ฟิลิปปินส์




          กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1574 (พ.ศ. 2117) ตั้งอยู่บนเกาะลูซอน ริมอ่าวมะนิลา มีเนื้อที่ประมาณ 38.55 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเล็กมาก มีประชากรประมาณ 1.6 ล้านคน

          สำหรับสัญลักษณ์ของกรุงมะนิลา ได้แก่ อนุเสาวรีย์ไรซอล ที่สวนสาธารณะลูเนต้า ซึ่งอนุเสาวรีย์ดังกล่าว เป็นอนุเสาวรีย์ของโฆเซ่ ไรซอล บุคคลสำคัญที่ปลุกระดมให้ชาวฟิลิปปินส์สู้เพื่อปลดแอกจากสเปนได้ อย่างไรก็ตาม ไรซอลกลับถูกนำไปประหารเสียก่อน ก่อนที่จะเห็นความสำเร็จตัวเองในภายหลัง

8. สิงคโปร์



          สิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวที่ไม่มีเมืองหลวง เนื่องจากเป็นเกาะขนาด 710 ตารางกิโลเมตร จึงบริหารประเทศทั้งหมดเป็นรัฐเดียว มีประชากรราว 5 ล้านคน ก่อตั้งราวคริสตศตวรรษที่ 2 (พุทธศตวรรษที่ 7)

           สำหรับสัญลักษณ์ที่สำคัญของสิงคโปร์ ย่อมหนีไม่พ้นเมอร์ไลอ้อน (สิงโตทะเล) ที่ตั้งอยู่ในเมือง มีหัวเป็นสิงโต ร่างเป็นปลา ยืนอยูบนยอดคลื่น สามารถพ้นน้ำออกมาได้


9. ไทย



          กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย มีเนื้อที่ 1,568 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 5.6 ล้านคน นับเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย

          กรุงเทพมหานคร มีอายุมาแล้วกว่า 230 ปี ก่อตั้งราวคริสตศตวรรษที่ 15 (พุทธศตวรรษที่ 20) มีสถานที่สำคัญอย่างวัดพระแก้ว สนามหลวงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพระบรมมหาราชวังของกษัตริย์ในต้นราชวงศ์จักรีมาก่อน มีสยามสแควร์ ตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นสัญลักษณ์ของการช็อปปิ้ง และมีอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทาง

 10. เวียดนาม





         ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม มีพื้นที่ 3,344 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 6.5 ล้านคน นับว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจาก โฮจิมินห์ ซิตี้ ถือว่าเป็นเมืองที่แปลกมาก เพราะโดยทั่วไปปกติเมืองหลวงมักเป็นเมืองที่มีประชากรมากสุด (ไม่นับเนปิดอว์ เพราะเป็นเมืองที่สร้างใหม่)
 
          
          กรุงฮานอย ถูกสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1010 (พ.ศ. 1553) และเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไต้เวียด ก่อนที่จะใช้เมืองเว้ในช่วงราชวงศ์เหงียน และกลับมาใช้ฮานอยเป็นเมืองหลวงอีกครั้งในยุคที่เป็นอาณานิคมฝรั่งเศส หลัง ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) เป็นต้นไป ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่า ฮานอยเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด เป็นเมืองหลวงเวียดนามเกือบพันปีเลยทีเดียว


          ทั้งหมดนี้ คือ รายละเอียดของ 10 เมืองหลวงอาเซียนโดยสังเขป ซึ่งจะพบว่า แต่ละเมืองต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันไป ทำให้รู้สึกว่าแต่ละเมืองมีเสน่ห์กันคนละแบบจริงๆ
ที่มา http://aec.kapook.com/view51891.html